Choose fontsize:
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
 
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ตอบส่งหัวข้อนี้พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การใช้วิทยุสื่อสาร ควรเรียนรู้เอาไว้นะครับ  (อ่าน 1594 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nong 
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2011, 09:22:41 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

    หลักการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม
              ปัจจุบันวิทยุคมนาคมมีบทบาทสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างมาก การติดต่อสื่อสารโดยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นการติดต่อสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่ง่าย รวดเร็ว และประหยัด จึงมีความจำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการสื่อสารทางวิทยุคมนาคมจะได้ผลสมบูรณ์สามารถอำนวยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ต้องคำนึงถึงหลักการ ความถูกต้อง และเหมาะสมในการใช้งาน ผู้ที่จะใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคม

    2.1 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498

        มาตรา 4  ในพระราชบัญญัตินี้
        “เครื่องวิทยุคมนาคม” หมายความว่า เครื่องส่งวิทยุคมนาคม เครื่องรับวิทยุคมนาคม หรือเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคม เครื่องรับหรือเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมด้วยคลื่นแฮรตเซียนตามลักษณะหรือประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อประโยชน์ในการควบคุมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้ถือว่าอุปกรณ์ใด ๆ ของเครื่องวิทยุคมนาคมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมด้วย

        มาตรา 6  ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าส่งเครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ฯลฯ

        มาตรา 11 ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ฯลฯ

        มาตรา 23  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 11 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

         มาตรา 26 ผู้ใดจงใจกระทำให้เกิดการรบกวน หรือขัดขวางต่อการส่งหรือรับวิทยุคมนาคมมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำฯลฯ

    2.2  ระเบียบกรมไปรษณีย์โทรเลขว่าด้วยการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ (SYNTHESIZER) ของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ

        2.2.1  เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ เครื่องรับ – ส่งวิทยุในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีสังเคราะห์ความถี่ วงจรที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ความถี่เรียกว่า “(SYNTHESIZER)” ซึ่งกรมไปรษณีย์โทรเลขได้แบ่งประเภทเครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ ความถี่ของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจไว้ 2 ประเภท คือ
              1)  เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ประเภท  1  หมายถึง เครื่องวิทยุคมนาคม ผู้ใช้งานสามารถตั้งความถี่วิทยุได้เองจากภายนอกเครื่องวิทยุคมนาคม
              2)  เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ประเภท  2  หมายถึง เครื่องวิทยุคมนาคม ผู้ใช้งานไม่สามารถตั้งความถี่วิทยุได้เองจากภายนอกเครื่องวิทยุคมนาคม แต่สามารถตั้งความถี่วิทยุด้วยเครื่องความถี่วิทยุ (PROGRAMMER) หรือโดยวิธีอื่น ๆ

        2.2.2  บุคคลที่จะใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ต้องมีฐานะ
             1)  เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำของหน่วยงานหรือมาช่วยราชการ
             2)  เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมใช้ความถี่วิทยุ
             3)  เป็นบุคคลฯ ที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมใช้ความถี่วิทยุฯ
             4)  ต้องไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมเป็นที่เสียหายหรือเป็นภัยต่อสังคมหรือความมั่นคงของชาติ
             5)  ต้องผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่
             6)  ต้องผ่านการฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัย เกี่ยวกับการสื่อสาร พ.ศ. 2525
             7)  ต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน ว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องวิทยุฯ


        2.2.3  หลักปฏิบัติในการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่
        1) ให้ใช้เฉพาะความถี่วิทยุที่ได้รับอนุญาต การใช้ความถี่วิทยุนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต เจ้าของความถี่วิทยุต้องอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้กรมไปรษณีย์โทรเลขอนุมัติ
        2) การพกพาเครื่องวิทยุคมนาคมไปใช้งานนอกที่ตั้งหน่วยงาน จะต้องพกพาไปเพื่อการปฏิบัติราชการเท่านั้น และพกพาในลักษณะที่เหมาะสม         
        3)  ผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมต้องมีบัตรประชาชนตัวผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และบัตรประจำเครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับแสดงต่อเจ้าพนักงานเมื่อถูกตรวจค้นในกรณีเครื่องวิทยุคมนาคมส่วนตัว  ผู้ใช้จะต้องแสดงใบอนุญาตต่อ      เจ้าพนักงานเมื่อถูกตรวจค้น

    หลักปฏิบัติในการติดต่อสื่อสาร

    การเตรียมการก่อนการเรียกขาน
         1. ต้องจดบันทึกหรือเตรียมข้อความที่จะพูดไว้ก่อน เพื่อความรวดเร็ว การทวงถามถูกต้อง และเป็นหลักฐานในการติดต่อของสถานีตนเองอีกด้วย
         2. ข้อความที่จะพูดทางวิทยุ ต้องสั้น กะทัดรัด ชัดเจน และได้ใจความ
         3. ก่อนพูดต้องฟังก่อนว่าข่ายสื่อสารนั้นว่างหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่เกิดการรบกวนการทำงานของสถานีอื่น โดยต้องใช้นามเรียกขานที่กำหนดให้เท่านั้น
         4. ตรวจสอบนามเรียกขานของหน่วยงานหรือบุคคลที่จะต้องทำการติดต่อสื่อสารก่อน
         5. การเรียกขานหรือการตอบการเรียก ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของข่ายสื่อสารการเรียกขาน

    การเรียกขานต้องครบองค์ประกอบ ดังนี้
         - “นามเรียกขาน”  ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก
         - “จาก”
         - “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก
         - “เปลี่ยน”

    การตอบรับการเรียกขาน
           การตอบในการเรียกขาน ครั้งแรกต้องตอบแบบเต็ม  ซึ่งประกอบด้วย
           ก.  “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก
           ข.  “จาก”
           ค.  “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก
           ง.  “เปลี่ยน”     

    *ตัวอย่างที่  1
    (ศูนย์ฯ เรียก)   เขตป้อมปราบ  401  จาก  อุบัติภัย เปลี่ยน
    ลูกข่ายตอบ)  อุบัติภัย จาก เขตป้อมปราบ  401  เปลี่ยน หรือ
    (ลูกข่ายตอบ)  จาก เขตป้อมปราบ  401  ว.2 เปลี่ยน (ตอบอย่างย่อ) หรือ
    (ลูกข่ายตอบ)  เขตป้อมปราบ  401  ว.2 เปลี่ยน (ตอบอย่างย่อ)

    *ตัวอย่างที่  2
    (ศูนย์ฯ เรียก)  เขตป้อมปราบ  44  จาก เขตป้อมปราบ  401 เปลี่ยน
    (ลูกข่ายตอบ)  เขตป้อมปราบ  401 จาก เขตป้อมปราบ  44 เปลี่ยน หรือ
    (ลูกข่ายตอบ)  จาก เขตป้อมปราบ 44 ว.2 เปลี่ยน (ตอบอย่างย่อ) หรือ
    (ลูกข่ายตอบ)  เขตป้อมปราบ  44 ว.2 เปลี่ยน

    ขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร

        1. การติดต่อสื่อสารโดยทั่วไปเรียกศูนย์ฯ  ที่สังกัด
        - การเรียกขาน / การตอบ
        - ใช้นามเรียกขานที่กำหนด
        2. แจ้งข้อความ / วัตถุประสงค์ / ความต้องการ
        - สั้น กะทัดรัด ชัดเจน ได้ใจความ
        - ใช้ประมวลสัญญาณ ว. ที่กำหนด
        3. จบข้อความลงท้ายคำว่าเปลี่ยน

    การรับ / แจ้งเหตุฉุกเฉิน
    1. เมื่อพบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งศูนย์ฯ ที่สังกัดหรือสัญญาณ ที่สามารถติดต่อสื่อสารได้
    2. เตรียมรายละเอียด (ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร) ของเหตุเพื่อจะได้แจ้งได้ทันที
    3. เมื่อแจ้งเหตุแล้วควรเปิดเครื่องรับ – ส่งวิทยุให้พร้อมไว้เพื่อจะได้ฟังการติดต่อประสานงาน รายละเอียดเพิ่มเติม
    4. เมื่อแจ้งเหตุแล้วควรรายงานผลคืบหน้าในการประสานงานเป็นระยะ
    5. เมื่อมีผู้แจ้งเหตุแล้วไม่ควรสอดแทรกเข้าไป ควรฟังอย่างสงบเพื่อมิให้เกิดการรบกวนและความสับสน

    มารยาทและข้อห้ามการใช้วิทยุสื่อสาร
    1.  ไม่ติดต่อกับสถานีที่ใช้นามเรียกขานไม่ถูกต้อง
    2.  ไม่ส่งข่าวสารที่เกี่ยวกับข่าวทางธุรกิจการค้า
    3.  ไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ หรือหยาบคายในการติดต่อสื่อสาร
    4.  ไม่แสดงอารมณ์โกรธในการติดต่อสื่อสาร
    5.  ห้ามการรับส่งข่าวสารอันมีเนื้อหาละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง
    6.  ไม่ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง และการโฆษณาทุกประเภท
    7.  ให้โอกาสสถานีที่มีข่าวสำคัญ เร่งด่วน ข่าวฉุกเฉิน ส่งข่าวก่อน
    8.  ยินยอมให้ผู้อื่นใช้เครื่องวิทยุคมนาคม
    9.  ห้ามติดต่อสื่อสารในขณะมึนเมาสุราหรือควบคุมสติไม่ได้
    10. ในกรณีที่มีเรื่องเร่งด่วนต้องการส่งแทรกหรือขัดจังหวะการส่งข่าวควรรอจังหวะที่คู่สถานีจบข้อความที่สำคัญก่อนแล้วจึงส่ง

    การใช้และการบำรุงรักษาเครื่องวิทยุคมนาคม

    เครื่องรับ–ส่งวิทยุคมนาคม
    1. การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมชนิดมือถือไม่ควรอยู่ใต้สายไฟฟ้าแรงสูง ต้นไม้ใหญ่ สะพานเหล็ก หรือสิ่งกำบังอย่างอื่นที่เป็นอุปสรรคในการใช้ความถี่วิทยุ
    2. ก่อนใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้ตรวจดูว่าสายอากาศ หรือสายนำสัญญาณต่อเข้ากับขั้วสายอากาศเรียบร้อยหรือไม่
    3. ขณะส่งออกอากาศไม่ควรเพิ่มหรือลดกำลังส่ง (HI – LOW)
    4. ในการส่งข้อความ หรือพูดแต่ละครั้งอย่ากดสวิทซ์ (PTT) ไม่ควรส่งนานเกินไป (เกินกว่า 30 วินาที)

    แบตเตอรี่
    1. แบตเตอรี่ใหม่ให้ทำการประจุกระแสไฟฟ้าครั้งแรกนานประมาณ 16 ชั่วโมง ก่อนการนำไปใช้งาน และครบ 16 ชั่วโมงแล้ว ให้นำแบตเตอรี่ออกจากเครื่องประจุแบตเตอรี่จนกว่าแบตเตอรี่จะเย็น จึงจะนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้
    2. แบตเตอรี่ (NICKEL CADMIUM) ต้องใช้งานให้หมดกระแสไฟฟ้าจึงจะนำไปประจุกระแสไฟฟ้าได้
    3. การประจุกระแสไฟฟ้าหลังจากกระแสไฟฟ้า ตามข้อ 2 หมดแล้ว ให้นำไปทำการประจุกระแสไฟฟ้าใหม่ตามระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่
    4.  ถ้าแบตเตอรี่ใช้งานไม่หมดกระแสไฟฟ้า ไม่ควร ทำการประจุกระแสไฟฟ้าเนื่องจากจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด (NICKEL CADMIUM)
    5.  ถ้าแบตเตอรี่สกปรกทั้งที่ตัวเครื่องรับ – ส่ง และขั้วแบตเตอรี่ให้ทำความสะอาดโดยใช้ยางลบสำหรับลบหมึกทำความสะอาด

    สายอากาศ
    1.  ความยาวของสายอากาศจะต้องสัมพันธ์กับความถี่วิทยุที่ใช้งาน
    2.  สายอากาศชนิดชัก ต้องชักสายอากาศให้สุดในขณะใช้งาน และเก็บทีละท่อน

    การพกพาเครื่องวิทยุคมนาคม
    1.  วิทยุสื่อสารให้ใช้ได้เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
    2.  การพกพาเครื่องวิทยุชนิดมือถือ ต้องนำใบอนุญาตติดตัวไปด้วย หรือถ่ายสำเนาและมีการรับรองสำเนาด้วย
    3.  การพกพาเครื่องวิทยุชนิดมือถือเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ ควรพิจารณาถึงสภาพของสถานที่ด้วยว่า ควรปฏิบัติอย่างไร เช่น ในห้องประชุม ในร้านอาหาร ถ้าจำเป็นควรใช้หูฟัง
    4.  ขณะพกพาวิทยุควรแต่งกายให้เรียบร้อย และมิดชิดโดยสุภาพ
    5.  ในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ ควรให้ความร่วมมือ โดยสุภาพ

ที่มาของสาระดี ๆ http://www.kangsadarn.org/wizContent.asp?wizConID=170&txtmMenu_ID=66
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nong 
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2011, 09:41:25 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

มารยาทและข้อห้ามการใช้วิทยุสื่อสาร
     1. ไม่ติดต่อกับสถานีที่ใช้นามเรียกขานไม่ถูกต้อง
     2. ไม่ส่งข่าวสารที่เกี่ยวกับข่าวทางธุรกิจการค้า
     3. ไม่ใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ หรือหยาบคายในการติดต่อสื่อสาร
     4. ไม่แสดงอารมณ์โกรธในการติดต่อสื่อสาร
     5. ห้ามการรับส่งข่าวสารอันมีเนื้อหาละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง
     6. ไม่ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง และการโฆษณาทุกประเภท
     7. ให้โอกาสสถานีที่มีข่าวสำคัญ เร่งด่วน ข่าวฉุกเฉิน ส่งข่าวก่อน
     8. ยินยอมให้ผู้อื่นใช้เครื่องวิทยุคมนาคม
     9. ห้ามติดต่อสื่อสารในขณะมึนเมาสุราหรือควบคุมสติไม่ได้
     10. ในกรณีที่มีเรื่องเร่งด่วนต้องการส่งแทรกหรือขัดจังหวะการส่งข่าวควร รอจังหวะที่คู่สถานีจบข้อความที่สำคัญก่อนแล้วจึงส่ง

 สัญญาณเรียกขาน (Callsign)
ข้อกำหนดของสัญญานเรียกขาน
ตามกฎข้อบังคับ วิทยุระหว่างประเทศกำหนด ให้สถานีวิทยุคมนาคม ให้สัญญาณเรียกขาน (Call Sign) ที่สุภาพ ไม่ขัดต่อศีลธรรมและจารีตประเพณี เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะทำให้ทราบว่าเป็นสัญญาณมาจากสถานีใด เป็นสถานีในกิจการประเภทใด โดยสมาชิกจะต้องแจ้งนามเรียกขานในใบสมัครสมาชิกของชมรม 245 MHz กังสดาล ทุกครั้ง

 กิจการวิทยุสมัครเล่น (Amateur Radio Service)
กิจการวิทยุสมัครเล่น เป็นกิจการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กับบุคคลที่มีความสนใจที่จะศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องการติดต่อสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ เป็นการพัฒนาความรู้เชิงวิชาการ เกี่ยวกับเครื่องรับ-ส่งวิทยุสายอากาศ สายนำสัญญาณ การแพร่กระจายของคลื่นวิทยุ โดยไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่จะตอบแทนเป็นเงิน ธุรกิจการค้า และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ผลพลอยได้จากกิจการวิทยุสมัครเล่นซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นได้รับมีหลายประการ เช่น ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความเข้าใจที่ดีในหมู่นักวิทยุสมัครเล่นด้วยกัน รวมทั้งช่วยเหลือสังคมตามแต่เวลา และโอกาสที่เหมาะสมทั้งในยามปกติหรือยามฉุกเฉิน และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

 วิทยุสื่อสาร VHF 245 MHz.
กรมไปรษณีย์โทรเลข   ได้เล็งเห็นถึงความต้องการของประชาชน ที่มีความจำเป็นที่จะต้องการมีวิทยุสื่อสารไว้ใช้เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และยังเป็นการลดการใช้วิทยุเถื่อนให้น้อยลงจึงได้อนุญาต ให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้วิทยุได้ถูกต้องตามกฎหมาย ความถี่ที่เป็นที่นิยมที่สุดคือ  VHF 245 MHz.  เพราะสามารถส่งได้ไกลที่สุดในมือถือ  5  w. ติดต่อได้ไกล  1-3  กม. ในแบบมือถือ  ( อาจไกลกว่านี้  ขึ้นอยู่กับสถานที่ ความสูงและสภาวะอากาศ ) ถ้าตั้งสถานีบน อาคารสูง 10-30 เมตร  อาจติดต่อได้ไกลถึง 50 กม. หรืออาจมากกว่านั้นถ้าใช้เสาอากาศที่ดี ใหญ่ขึ้น หรือเสาประเภททิศทางวิทยุความถี่ประชาชน  245 MHz.   เป็นวิทยุที่มีทั้งแบบมือถือ 5 วัตต์ และติดตั้งในรถยนต์ 10 วัตต์  มีใบอนุญาติใช้ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถตั้งสถานีได้ในรถยนต์และอาคารสถานที่ใดๆ โดยทุกร้านค้าที่จำหน่ายจะขอใบอนุญาติและดำเนินการให้ทั้งหมด ปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมใช้มาก ไม่ว่าทางด้านบุคคลธรรมดา บริษัทห้างร้าน ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า กิจการรักษา ความปลอดภัย และองค์กรสาธารณะประโยชน์  มูลนิธิต่างๆ


 วิทยุสื่อสารเครื่องแดง คือ CB-245 MHz
          คือวิทยุสื่อสารที่ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อมาและขออนุญาติใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องสอบ แต่จะไม่มีการคุ้มครองจากการโดนรบกวนในความถี่ ง่ายๆคือ ใครจะใช้ก็ไปซื้อมาใช้และขออนุญาต แล้วทีนี้บนความถี่จะใช้งานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะสื่อสาร ธุรกิจการค้า ธุระส่วนตัว หรือจะเอามาด่ากันก็ตาม การขึ้นเสาบ้าน-รถต้องขออนุญาต โดยถ้าความถี่ที่ท่านใช้งานโดนผู้อื่นรบกวน ท่านก็ต้องไปหาช่องว่างใช้เอง

          ว.แดง คือวิทยุย่านความถี่ประชาชน 245เมกฯ(CB) ใครจะใช้ก็ได้ คอลซายตั้งเอง ซื้อเครื่องที่ออกใบอนุณาตได้ก็ไม่ผิด กม. ครับ(บ้านเราบังคับให้ใช้สีแดง เพื่อให้รู้ว่าเป็น ซี.บี.245) เลือกพูดเฉพาะในกลุ่มก็ได้ไม่ผิดกติกา

          ว.ดำ คือวิทยุสื่อสาร ทำมาขายหลายย่าน 118-180 เมกฯ ,222 เมกฯ ,420-480 เมกฯ ,1200-1300 เมกฯ , ฯลฯ บางรุ่นรวม 2-3 ย่าน ไว้ในเครื่องเดียว
          VR (Volunteer Radio) คือกลุ่มนักวิทยุอาสาสมัคร ช่วยเหลือสังคม จราจร ดับเพลิง ตำรวจบ้าน บางกลุ่มจะรวมเข้ากับมูลนิธิในจังหวัดเพื่องานสาธารณะ ตอนสึนามิ กลุ่มนี้ให้ความช่วยเหลือได้ดีมากครับ และ เพื่อให้การสื่อสารสะดวกจึงมีใช้ทั้งเครื่องดำ และแดง ความถี่ก็หลากหลายช่องอย่าง ช่องมูลนิธิ หรือใช้ร่วมข่ายกับสน. บางท่านก็สอบเป็นนักวิทยุสมัครเล่น(Amateur Radio)ทำให้ใช้ 144-146 เมกฯได้ด้วย เนื่องจากใช้ความถี่หลากหลาย กลุ่มนี้จึงมีความรู้ด้านสื่อสารมากๆๆๆด้วยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ตอบส่งหัวข้อนี้พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Forum Pangmapha Hospital Power Byed | ICT Pangmapha Hospital | XHTML | CSS