Choose fontsize:
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
 
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ตอบส่งหัวข้อนี้พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ความรู้ทั่วไปที่ควรรู้  (อ่าน 5137 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
FreeMan 
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 21 ธันวาคม 2006, 22:03:33 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

แหล่งที่มาครับ : http://www.thaiclinic.com/medbible/emergencypill.html

ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินใช้อย่างไรให้ถูกต้อง ?


 การคุมกำเนิดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีหลายวิธีการ
แต่การใช้ยาเม็ดแบบรับประทานเป็นวิธีการที่สะดวกและนิยมใช้มากที่สุด เดิมเรียกยากลุ่มนี้ว่า “ยาคุมกำเนิดหลังเพศสัมพันธ์” แต่ต่อมาเพื่อความเข้าใจและการใช้ที่ถูกต้องจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นยากลุ่มที่มีผลต่อฮอร์โมนเพศทั้งสิ้น

ชนิดของฮอร์โมน
 

ในกลุ่มของยาเม็ดรับประทานยังมีหลายกลุ่ม เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียว , ฮอร์โมนโปรเจสเตอ โรนอย่างเดียว   ฮอร์โมนรวม และ ดานาซอล แต่ที่นิยมและหาได้ง่ายมีเพียง
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวและฮอร์โมนรวมเท่านั้น

ยาเม็ดโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว ( หรือที่ทราบกันดีว่ามีชื่อการค้าว่า โพสตินอร์ ) มีส่วนประกอบหลักเพียงอย่างเดียว คือ Levonorgestrel ขนาดเม็ดละ 0.75 มิลลิกรัม โดยรับประทาน 2 ครั้ง ระยะห่างกัน 12 ชั่วโมง และต้องรับประทานภายใน 72 ชม หลังจากมีเพศสัมพันธ์

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้บ่อยคือ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน คัดเต้านม และระดูมาผิดปกติ โดยอาจมาเร็วขึ้นหรือช้าก็ได้  บางครั้งอาจพบเลือดออกกระปริดกระปรอย  ดังนั้นถ้าขาดระดูหรือระดูมากระปริดกระปรอยหลังใช้ยานี้ จำเป็นจะต้องตรวจให้ทราบว่าเป็นการตั้งครรภ์หรือเป็นผลของยา ในกรณีที่ป้องกันไม่ได้ยังมีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่าปกติอีกด้วย

ยาเม็ดฮอร์โมนรวม หรือที่เรียกว่า Yuzpe regimen เป็นการใช้ฮอร์โมน ethinyl
estradiol 0.1 มิลลิกรัม และ Levonorgestrel ขนาด 0.5 มิลลิกรัม โดยแบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง ระยะห่างกัน 12 ชั่วโมงโดยรับประทานภายใน 72 ชม เช่นกัน วิธีนี้เป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่มีข้อเสีย คือ มีผลข้างเคียงมากกว่าแบบแรก
อีกทั้งในประเทศไทยยังไม่มีบริษัทใดผลิตออกมาจำหน่ายโดยตรง


่ต่างกับการทำแท้งอย่างไร ?
 

หลายคนเข้าใจว่าการทานยาเม็ดเหล่านี้จะทำให้เกิดการแท้ง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากกลไกลของการป้องกันการตั้งครรภ์จะมีกลไกลหลายอย่าง ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำให้ตัวอ่อนที่ฝังตัวแล้วแท้งหรือหลุดลอกออกมา  แม้ว่ากลไกลที่แท้จริงจะยังไม่ทราบแน่นอน แต่มีหลักฐานเชื่อว่ามีกลไกหลายอย่างเช่น ยาจะไปขัดขวางการปฏิสนธิของสเปริ์มและไข่ ยับยั้งการตกไข่ หรืออาจมีผลต่อการทำงานของคอร์ปัสลูเตียมก็ได้

ใช้เมื่อใดและข้อบ่งชี้?

การใช้ยากลุ่มนี้ควรจะใช้เมื่อมีความจำเป็น “ ฉุกเฉิน” เท่านั้น เนื่องจาก ประสิทธิภาพการป้องกันการตั้งครรภ์ยังไม่สูงเท่ากับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติ โดยมีประสิทธิภาพการป้องกัน ราว 58 – 95 %  ซึ่งยังขึ้นกับการใช้ที่ถูกวิธีและระยะเวลาที่เริ่มใช้ด้วย โดยถ้ารับประทานครั้งแรกภายใน 24 ชม แรก พบว่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ( the sooner -the better ) การทานยามากกว่าขนาดที่กำหนดก็ไม่พบว่าได้ประโยชน์มากขึ้นแต่จะมีผลข้างเคียงมากขึ้น

ข้อบ่งใช้สำหรับยากลุ่มนี้ ได้แก่
1.มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจและไม่ได้คุมกำเนิด
2.มีความผิดพลาดของการใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น เช่น ลืมทานยาคุมมากกว่า 3 วัน
ลืมฉีดยาคุม หรือถุงยางอนามัยเกิดรั่วหรือแตก
3. ถูกข่มขืน

ข้อบ่งห้าม
มีการตั้งครรภ์แล้ว หรือมีข้อห้ามต่อการให้ฮอร์โมนดังกล่าว

โดยสรุป

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน มีประโยชน์สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ใช้ควรใช้อย่างถูกวิธีและใช้เมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

โดย นพ.ชำนาญ แท่นประเสริฐกุล  สูติ-นรีแพทย


* cnn_women_yellow.jpg (22.78 KB, 220x170 - ดู 2081 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หนู 
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 24 มีนาคม 2007, 09:57:59 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

หนูอายุ  17  ค่ะ  กินยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินเม็ดแรกตอนชั่วโมงที่   24   แล้วเม็ดที่    2  หลังจาก  เม็ดแรก  12  ชั่วโมง   ตอนี้ผ่านมา   2  วันแล้วแต่ว่าไม่มีอาการข้างเคียงแบบที่ในกล้องเขียนไว้เลยค่ะ   หนูมีสิทธิ์ท้องหมั้ยค่ะ   แล้ว   มีมากน้อยเท่าไร  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Toufan 
Moderator
Jr. Member
*****

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84



« ตอบ #2 เมื่อ: 30 มีนาคม 2007, 16:18:17 »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

อาการค้างเคียงจากยาไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน การรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดแบบฉุกเฉิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนขนาดสูง มีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงได้ง่าย  ยาที่รับประทานสามารถป้องกันการท้องได้ 80-85% เท่านั้น และการใช้ยาฉนิดนี้บ่อยๆโอกาสทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่าย ควรใช้ถุงยางอนามัยดีกว่า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ตอบส่งหัวข้อนี้พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Forum Pangmapha Hospital Power Byed | ICT Pangmapha Hospital | XHTML | CSS