Choose fontsize:
small
normal
big
large
News
Custom
TP
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
Search
ปฏิทิน
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
Pangmapha Forums
>
ที่นี่ .. ปางมะผ้า
>
เรื่องราวทางสุขภาพ
(ผู้ดูแล:
นักรบนิรนาม
,
Toufan
,
pumpriew
) >
โรคไวรัสตับอักเสบ
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
ตอบ
ส่งหัวข้อนี้
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: โรคไวรัสตับอักเสบ (อ่าน 1666 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nong
บุคคลทั่วไป
โรคไวรัสตับอักเสบ
«
เมื่อ:
04 มิถุนายน 2010, 21:28:13 »
อ้างถึง
โรคไวรัสตับอักเสบ
ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ปกติจะมีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม โดยอยู่หลังกระบังลม
หน้าที่ของตับ
* เป็นคลังสะสมอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เอาไว้ใช้ และปล่อยเมื่อร่างกายต้องการ
* สังเคราะห์สารต่างๆ เช่น น้ำดี สารควบคุมการแข็งตัวของเลือด ฮอร์โมน
* กำจัดสารพิษ และสิ่งแปลกปลอม เช่นเชื้อโรค หรือยา
โรคตับชนิดต่างๆ
ตับมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้แก่ โรคตับอักเสบ hepatitis โรคตับแข็ง [cirrhosis] มะเร็ง ตับ [liver cancer] โรคไขมัน ในตับ [fatty liver] โรคฝีในตับ [liver abscess]
โรคตับอักเสบมี 2 ชนิด
1. โรคตับอักเสบเฉียบพลัน [acute hepatitis] หมายถึงโรคตับอักเสบที่เป็นไม่นานก็หาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการ 2-3 สัปดาห์โดยมากไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายขาดจะมีบางส่วนเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต
2. โรคตับอักเสบเรื้อรัง [chronic hepatitis] หมายถึงตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือนจะแบ่งเป็น 2 ชนิด
* chronic persistent เป็นการอักเสบของตับแบบค่อยๆเป็นและไม่รุนแรงแต่อย่างไรก็ตามโรคสามารถที่จะ ทำให้ตับมีการอักเสบมาก
* chronic active hepatitis.มีการอักเสบของตับ และตับถูกทำลายมากและเกิดตับแข็ง
สาเหตุของโรคตับอักเสบ
1. เชื้อไวรัส มีหลายชนิดได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ ,บ,ซี,ดี,อี
2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. ยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค halothane, isoniazid, methyldopa, phenytoin, valproic acid, sulfonamide drugs. ผู้ป่วยหากได้ acetaminophen (พาราเซ็ตตามอล)ในขนาดสูงมากก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
4. เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไทฟอยด์,มาลาเรีย
การอักเสบของตับจะทำให้ตับบวม มีการทำลายเซลล์ตับ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียจากการทำงานผิดปกติของตับ หากการอักเสบเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะทำให้ตับถูกทำลายมาก และถูกแทนที่ด้วยพังผืด ทำให้ตับมีแผลเป็น และมีลักษณะแข็งเป็นตุ่มๆ แม้ว่าสาเหตุของตับอักเสบจะมีมากมายแต่สาเหตุที่สำคัญคือไวรัสตับอักเสบ ปัญหาโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก การดำเนินของโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบ ซีสามารถดำเนินเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับ เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ดังนั้นการเข้าใจถึงโรคตับอักเสบ ซึ่งรวมถึงการติดต่อ การดำเนินของโรค การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันการติดต่อซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดูแลและช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลง
ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด
* ไวรัสตับอักเสบ เอ
* ไวรัสตับอักเสบ บี
* ไวรัสตับอักเสบ ซี
* ไวรัสตับอักเสบ ดี
* ไวรัสตับอักเสบ อี
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ
ผู้ป่วยดีซ่านตาขาวและผิวจะมีสีเหลือง
* ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-3 เดือน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ โรคไวรัสตับอักเสบ บี พบว่าร้อยละ 5-10 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 85 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
* ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆจนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุด
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นตับอักเสบ
หากสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบท่านควร ไปรับการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่โดย
1. ตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOT[AST],SGPT [ALT]ค่าปกติน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากกว่า 1.5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน การ แปรผลเลือด
2. การตรวจหาตัวเชื้อ
* ไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV
* ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจหา HBsAg ถ้าบวกแสดงว่ามีเชื้ออยู่ Anti HBs ถ้าบวกแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อ HBeAg ถ้าบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ
* ไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการบอกว่ามีภูมิต่อเชื้อ HCV-RNA ดูปริมาณของเชื้อ
3. การตรวจดูโครงสร้างของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่
4. การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของโรค
การรักษา
การเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญเฉพาะเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง ยาที่ใช้อยู่มี interfeon และ lamuvudin
การปฏิบัติตัว
* หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหัก โหมในช่วงที่มีการอักเสบของตับ แต่การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้
* งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
* รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพัก ผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ต้องดื่มน้ำหวานมากๆ เพราะทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้น
ถ้าเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้ออีกหรือไม่
ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี จะหายขาด ไวรัสตับอักเสบ บี ร้อยละ 90 หายขาด ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี และ ดี ยังไม่มีข้อมูล
พาหะของโรคจะทำอย่างไร
ผู้ป่วยที่เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกาย แต่ไมแสดงอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และต้องมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะๆ ผู้ป่วยที่เป็นพาหะมักเป็นกับเชื้อ บี และ ซี เท่านั้น
ถ้ามารดาเป็นตับอักเสบจะมีผลอย่างไรต่อบุตร
บุตรที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับ อักเสบ บีจะมีโอกาสติดเชื้อได้สูง แต่ปัจจุบันการฉีดวัคซีนให้กับทารกสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แม่สามารถให้นมบุตรได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล
บันทึกการเข้า
nong
บุคคลทั่วไป
Re: โรคไวรัสตับอักเสบ
«
ตอบ #1 เมื่อ:
04 มิถุนายน 2010, 21:32:39 »
อ้างถึง
โรคไวรัสตับอักเสบ เอ Hepatitis A
ตับอักเสบ เอ
เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอเป็นเชื้อไวรสกลุ่ม picornavirus ติดเชื้อเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอจะมีภูมิอยู่ตลอดชีวิตและจะไม่เป็นโรคนี้อีก
เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เข้าไป เชื้จะเจริญในตับและเชื้อจะถูกขับออกทางน้ำดีและอุจาระ มักจะระบาดในชุมชนที่อยู่กันหนาแน่นและไม่ถูกสุขลักษณะ
ระยะฟักตัว
คือระยะเวลาตั้งแต่เราได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการโดย เฉลี่ยประมาณ 28 วัน(15-50)
ระยะติดต่อ
ระยะเวลาที่จะติดต่อคนอื่นได้ง่ายที่สุดคือระยะเวลาก่อน เกิดอาการ 2 สัปดาหและอาจจะอยู่ได้หลายสัปดาห์หลังจากมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองแล้ว์ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผลเลือดมีการอักเสบของตับ แม้ว่าผลเลือดจะกลับสู่ปกติเราก็ยังสามารถพบเชื้อในเลือดของผู้ป่วย
อาการของผู้ป่วย
ในเด็กอายุน้อยกว่า 6ปีมักจะไม่มีอาการแสดงอะไร สำหรับวัยรุ่นขึ้นไปพบว่าร้อยละ70-90 จะมีอาการของตับอักเสบ อาการที่สำคัญได้แก่
* มีไข้
* อ่อนเพลีย
* เบื่ออาหาร
* คลื่นไส้อาเจียน
* แน่นชายโครงขวา
* ท้องร่วง
* ปัสสาวะสีเข็ม อุจาระซีด
* และ มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองที่เรียกว่าดีซ่าน
* โดยทั่วไปอากาจะหายไปใน 2 เดือน บางรายอาการอยู่ได้ 6 เดือน ผู้ป่วยมักจะมีอาการหลังจากได้รับเชื้อ 28 วัน (15-50 วัน)
อาการของไวรัสตับอักเสบ เอ แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่
1. ระยะแรกเรียกว่า ระยะฟักตัวเป็นระยะตั้งแต่ไดรับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการของโรคโดยปกติประมาณ 28 วัน ระยะนี้จะเป็นระยะที่สำคัญในการแพร่เชื้อ
2. ระยะเกิดอาการทั่วๆไปหรือ Prodome ผู้ป่วยจะเกิดอาการทั่วไปดังกล่าวข้างต้นแต่ยังไม่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง
3. ระยะตัวเหลืองตาเหลือง ระยะนี้จะเริ่มหลังจากระยะที่สองประมาณ 10 วัน หลังจากตัวเหลืองตาเหลืองอาจจะมีไข้ได้อีก 2-3 วัน เมื่อมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองแล้วเรามักจะไม่พบเชื้อในกระแสเลือด แต่ยังสามารถพบเชื้อในอุจาระและยังสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้อีก 2-3 สัปดาห์
4. ระยะฟื้นตัว แม้ว่าการฟื้นตัวของไวรัสตับอักเสบ เอจะช้าแต่ส่วนใหญ่หายขาดโดยที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน
หากแพทย์ตรวจร่างกายจะพบว่าตับม้ามโต มีดีซ่าน
ประมาณว่าร้อยละ 10-15 จะมีการกำเริบในระยะเวลา 6 เดือนตั้งแต่เกิดการอักเสบของตับ โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือการเกิดตับวายพบได้น้อยมากประมาณร้อยละ 0.5
ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อได้แก่
* ผู้ที่อาศัยในบ้านหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย
* เจ้าหน้าที่บุคคลากรทางการแพทย์
* นักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาไปยังระเทศที่มีการ ระบาด
* ประชาชนที่อาศัยในประเทศที่มีการระบาด
* เด็กหรือเจ้าหน้าที่ในศูนย์เลี้ยงเด็ก
* ผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด
* ผู้อพยพที่อาศัยในที่พักชั่วคราว
* ชายรักร่วมเพศ
* ผู้ที่ใช้ยาเสพติด
* โรคเลือดที่ต้องรับการถ่ายเลือดบ่อย
* ผู้ที่เป็นดรคตับ
* ผู้ที่ทำอาหาร
* คนที่ทำงานเกี่ยวกับลิง
* ชายรักร่วมเพศ
* การใช้ยาเสพติดร่วมกัน
* นักท่องเที่ยว
ระบาดวิทยา
ไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อโดยการรับประทานเชื้อเข้าไป การติดต่ออาจจะเกิดจากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อเข้าไป หรืออาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากคนหนึ่งสู่อีกคน เชื้อนี้ไม่ติดต่อทางน้ำลายหรือปัสสาวะ
การวินิจฉัย
ผู้ป่วยที่มีตับ อักเสบ คือมีอาการดังกล่าว และเจาะเลือดพบว่าค่า SGOT ,SGPT สูงแสดงมีมีการอักเสบของตับ อ่าน เรื่องการแปรผลเลือด แพทย์จะเจาะเลือดเพิ่มเพื่อหาสาเหตุของตับอักเสบ เช่น IgM HbAg,,IgM anti-HAV ภูมิจะสามารถตวจพบในระแสเลือด 5-10 ก่อนเกิดอาการ ภุมินี้จะค่อยๆลงในระยะเวลา 6 เดือนหรือเพาะเชื้อพบไวรัสตับอักเสบ เอ หากว่าค่าใดค่าหนึ่งขึ้นแสดงว่าเป็นตับอักเสบชนิดนั้น
การติดต่อของไวรัส ตับอักเสบ เอ
ผู้ป่วยตับอักเสบจะขับเชื้อออกทางอุจา ระ ดังนั้นการติดต่อมักเป็นในครอบครัวและหน่วยงานการ ติดต่อมีได้สองรูปแบบคือ
* จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง
* ได้รับเชื้อจากน้ำที่เปื้อนเชื้อ จากการร่วมเพศทางทวารหนัก จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสตับอัเสบ
.มักเกิดในที่ๆสุขอนามัย ไม่ดี และอยู่กันเป็นกลุ่มเช่น โรงเรียน สำนักงาน กองทหาร มหาวิทยาลัย ได้รับเชื้อจากน้ำที่เปื้อนเชื้อ
ระยะ3-10 วันก่อนเกิดอาการเราจะพบเชื้อปริมาณมากในอุจาระจนกระทั้งสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะที่ติดเชื้อได้ง่ายที่สุด
โรคนี้มักจะไม่ติดต่อทางการให้เลือดเนื่องจากช่วงที่มี เชื้อในกระแสเลือดผู้ป่วยมักจะเกิดอาการของโรคแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรสตับอักเสบ เอก่อนการบริจาคเลือด
โรคนี้ไม่ติดต่อจากแม่ไปลุก
การรักษา
ผู้ป่วยตับอักเสบ เอ หายเองได พักผ่อนให้เพียงพอ ต้องระวังยาที่มีผลต่อตับ เช่น paracetamol
การป้องกันไวรัสตับ อักเสบ เอ
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มีได้ 2 วิธีคือ
1.
Immune globulin เป็นภูมิต่อไวรัสตับอักเสบ เอ จะให้ในกรณีต้องการป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ในระยะสั้น เช่น ให้เพื่อป้องกันก่อนสัมผัสโรค หรือให้หลังสัมผัสโรคไม่เกิน 2 สัปดาห์ Hepatitis A vaccine จะใหในกรณีเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบที่เสี่ยงต่อการไดัรับไวรัสตับอักเสบเอ และ เมื่อได้รับเชื้อจะเกิดอันตราย
ผลของโรค
หลังจากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ แล้วมีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
ผลของโรค
เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
ผู้ใหญ่
ไม่มีอาการ
80-95%
10-25%
มีอาการ/ตัวเหลืองตาเหลือง
5-20%
75-90%
หายขาด
99+%
98+%
เป็นโรคตับเรื้อรัง
none
อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยอายุ <14 ปี
0.1%
อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยอายุ<15-39 ปี
0.3%
อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยอายุ>40 ปี
2.1%
การป้องกันไม่ให้รับ เชื้อ
* ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ หรือก่อนปรุงอาหาร ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอุจาระคนอื่น และล้างมือ เมื่อต้องไปต่างประเทศให้ดื่มน้ำต้มสุก
ขนาดของวัคซีน ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ฉีดคือเดือน 0 ครั้งต่อไป 6 และ 12 เดือน ตามลำดับ
การให้วัคซีนสามารถให้พร้อม กับวัคซีนอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี บาดทะยัก วัคซีนป้องกันคอตีบ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนนี้ปลอดภัย
ให้ วัคซีนแล้วภูมิจะเกิดขึ้นเมื่อไร และอยู่นานแค่ไหน
จะเริ่มเกิดภูมิหลังได้ วัคซีนเข็มแรก 4 สัปดาห์และอยู่ได้นานประมาณ 20 ปี
ควรจะ ทดสอบภูมิคุ้มกันก่อนหรือหลังให้วัคซีนหรือไม่
จะทดสอบภูมิคุ้มกันก่อนให้ใน กรณีที่สงสัยว่าเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มาก่อน หรือเกิดในประเทศที่มีความชุกชุมของโรคมาก หลังฉีดไม่นิยมทดสอบภูมิคุ้มกัน
ถ้าลืมฉีดเข็มที่สองทำอย่าง ไร
ให้ฉีดทันที่ที่จำได้ และ ไม่ต้องเริ่มต้นเข็มแรก เข็มที่สามนับห่างจากเข็มที่สอง 6 เดือน รายละเอียดการฉีดวัคซีนคลิกที่นี่
ประเทศ ที่มีการระบาดของเชื้อ
แผนที่แสดงการระบาด ของเชื้อ
ใครควร ได้วัคซีนก่อนเดินทางไปประเทศที่มีการระบาด
ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน เมื่อจะต้องไปประเทศที่มีการระบาดควรได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ก่อนเดินทาง ถ้าแพ้วัคซีน อาจให้ immunoglobulin
การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ
เชื้อไวรสตับอักเสบ เอถูกทำลายโดย
* ความร้อน 85°C เป็นเวลา 1นาที
* autoclaving (121°Cเป็นเวลา 20 นาที)
* ใช้แสง ultraviolet radiation (1.1 W at a depth of 0.9 cm for 1 min)
* ใช้ formalin (8% for 1 min at 25°C)
* ß-propriolactone (0.03% for 72 h at 4°C)
* ใช้ด่างทับทิม potassium permanganate (30 mg/l เป็นเวลา 5 นาที)
* ใช้ iodine (3 mg/l เป็นเวลา 5 นาที)
* ใช้ chlorine (free residual chlorine concentration of 2.0 to 2.5 mg/l for 15 min)
* chlorine-containing compounds (3 to 10 mg/l sodium hypochlorite at 20°C for 5 to 15 min)
* shellfish from contaminated areas should be heated to 90°C for 4 min or steamed for 90 sec
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล
บันทึกการเข้า
นักรบนิรนาม
Moderator
Jr. Member
Karma: 0
ออฟไลน์
เพศ:
กระทู้: 83
Re: โรคไวรัสตับอักเสบ
«
ตอบ #2 เมื่อ:
15 มิถุนายน 2010, 23:51:40 »
อ้างถึง
อาการข้างงเคียงสำคัญ ทำให้ความสามารถในการร่ำสุราลดลง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล
บันทึกการเข้า
เหล่าราชนาวีไทย
nong
บุคคลทั่วไป
Re: โรคไวรัสตับอักเสบ
«
ตอบ #3 เมื่อ:
16 มิถุนายน 2010, 17:53:29 »
อ้างถึง
นั้นซิ ทำไง ดี เซง เลย ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงสุด ๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล
บันทึกการเข้า
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
ตอบ
ส่งหัวข้อนี้
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
How to ???
-----------------------------
=> Hosxp - Hosxp PCU
=> Knowledge Base
=> FreeBSD
-----------------------------
ที่นี่ .. ปางมะผ้า
-----------------------------
=> Pangmapha Photo Club
=> เรื่องราวทางสุขภาพ
=> กระดาน เรื่องทั่วไปในปางมะผ้า
=> Computer - Internet
กำลังโหลด...